อบเชย ผง 100กรัม

“อบเชยคือเครื่องเทศของคนรุ่นใหม่ ใช้ต้านภัยเบาหวาน” คือการค้นพบสรรพคุณของอบเชยโดยบังเอิญว่าช่วยการลดน้ำตาลในเลือดได้ รายงานการศึกษาชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ ในวาสาร New Scientist ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2543 หลังจากนั้นก็มีรายงานการศึกษาประโยชน์ของอบเชยต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่า ในอบเชยมีสาร methylhydroxy chalcone polymer (MHCP) ที่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้มากขึ้น จึงช่วยทำให้อินซูลินทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น รวมทั้งตัวมันเองนั้นยังมีฤทธิ์เหมือนอินซูลิน ข้อแนะนำสำหรับผู้เป็นเบาหวานให้รับประทานผงอบเชยจีนประมาณ 1 ช้อนชาต่อวัน แบ่งเป็นเช้าครึ่งช้อนชา เย็นครึ่งช้อนชา โดยผสมกับเครื่องดื่มประเภทไหนตามใจชอบ เช่น นม ช็อกโกแลต ชา กาแฟ โยเกิร์ต หรือบรรจุลงในแคปซูลรับประทานก็ได้ แต่ควรรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 20 วัน

หมวดหมู่ : 100กรัม

Share

รายละเอียดสินค้า

ที่มา https://www.matichonweekly.com/lifestyle/article_19616

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับโรคเบาหวาน วงการแพทย์และโภชนาการทั้งหลายต่างหันมาให้ความสนใจในการบำบัดและป้องกันเบาหวานกันมากขึ้น สำหรับวงการสมุนไพรซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาที่รวมอาหารและยาอยู่ในองค์ประกอบเดียวกันนั้น ก็มีต้นยาสมุนไพรเพื่อใช้ในการดูแลและแบ่งเบาปัญหาเบาหวานกันอยู่หลายชนิด แต่มิตรรักแฟนสมุนไพรรู้หรือไม่ว่า ในวงการศึกษาพืชสมุนไพรยุคใหม่ๆ กำลังให้ความสนใจสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อบเชย

เมื่อพูดถึงอบเชย ถ้าใครไม่รู้จักให้ลองไปสั่งข้าวราดพะโล้มารับประทาน แล้วคุณจะซาบซึ้งถึงรสชาติและกลิ่นหอมของอบเชยเป็นอย่างดี อบเชยเป็นเครื่องเทศสมุนไพรชนิดหนึ่งจากเครื่องเทศอีกหลายชนิดที่ปรุงผสมในพะโล้ เช่น โป๊ยกั๊ก ลูกผักชี แต่อบเชยจะเป็นสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมโดดเด่นที่สุด กลิ่นหอมพิเศษนี้ยังใช้ดับกลิ่นคาวในอาหารพวกเนื้อ เช่น ผสมลงไปในเครื่องแกงเนื้อ หรือการตุ๋นยาจีนด้วย

ถ้าเป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่นิยมขนมปังขนมเค้ก และกาแฟสด ก็สามารถรู้จักอบเชยผ่านของกินเล่นและเครื่องดื่มอินเทรนด์เหล่านี้ได้ เช่น ขนมปังขาไก่ โดนัทไทย ขนมญี่ปุ่นหลายชนิดก็นิยมใส่อบเชยเช่นกัน

อบเชยที่นำมาใช้ประโยชน์ คือส่วนของเปลือกไม้ ซึ่งเป็นพืชในสกุล Cinnamomum พืชชนิดนี้คนไทยเราภูมิใจได้เพราะเป็นพืชประจำถิ่นแถวๆ เอเชียตอนใต้ แต่พืชตระกูลอบเชยมีอยู่หลายชนิดเราจึงเคยเห็นหรือได้ยินทั้ง อบเชยไทย อบเชยลังกา อบเชยญวน อบเชยชวา อบเชยจีน อบเชยเนปาล ซึ่งตระกูลอบเชยมักจะมีสรรพคุณทางยาคล้ายๆ กัน ความต่างที่เห็นได้ชัดของอบเชยแต่ละชนิด คือส่วนของเปลือกไม้ เช่น



อบเชยจีนจะมีเปลือกหนาหยาบ คล้ายกับอบเชยญวน อบเชยเนปาลและอบเชยไทย แต่อบเชยจีนจะมีกลิ่นหอมกว่า เนื้อหนากว่าและสีเข้มกว่า ส่วนอบเชยลังกากับอบเชยชวาจะเป็นเปลือกด้านในเนื้อไม้บางไม่มีเปลือกด้านนอกให้เห็น

สำหรับการศึกษาในปัจจุบันที่เกี่ยวกับสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือด เพื่อนำมาใช้กับผู้เป็นเบาหวานนั้น นักวิจัยเขาหยิบเอา “อบเชยจีน” เข้าห้องทดลองจนได้ผลการศึกษาออกมาอย่างดี กล่าวแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าอบเชยชาติอื่นๆ ไม่มีสรรพคุณดังว่า เพียงแต่ว่ายังไม่ได้ถูกนำมาศึกษาอย่างจริงจังเท่านั้น

ขอให้ย้อนดูสรรพคุณในภูมิปัญญาดั้งเดิมเสียก่อน การใช้ประโยชน์จากอบเชยมีบันทึกในตำราการแพทย์จีนมาตั้งแต่ 2700 ปีก่อนคริสตกาล โดยการนำมาใช้เป็นพืชหอมแก้ไข้ แก้ท้องเสีย และปัญหาของประจำเดือนในผู้หญิง ซึ่งก็มีการนำมาใช้เช่นเดียวกันในการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย

ในทวีปยุโรปแม้ว่าจะนำอบเชยจากเอเชียไปใช้ในลักษณะเครื่องเทศตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน แต่มาภายหลังก็ได้ประยุกต์อบเชยมาใช้ทางยาสำหรับรักษาโรคไซนัส หวัด หวัดใหญ่ และมะเร็ง ในอเมริกามีการใช้อบเชยมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยนักธรรมชาติบำบัดจะจ่ายสมุนไพรอบเชย เพื่อรักษาอาการปวดเกร็งในท้อง อาการท้องอืด อาการท้องเสีย และอาการปวดเกร็งในท้องของเด็ก

ส่วนไทยแลนด์ดินแดนสยามแต่ก่อนนั้น ทั้งหมอยาไทยและที่กล่าวถึงสรรพคุณตำรายาโบราณระบุไว้ตรงกันว่า อบเชยมีกลิ่นหอม รสสุขุม บำรุงดวงจิต แก้อ่อนเพลีย ชูกำลัง ขับผายลม บำรุงธาตุ แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต ใช้ปรุงเป็นยานัตถุ์ แก้ปวดหัว

มาถึงการศึกษาในปัจจุบันพบว่า อบเชยมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยามากมายที่สนับสนุนการใช้แต่โบราณยกตัวอย่าง เช่น อบเชยมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดรวมทั้ง แบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ยับยั้งการสร้างพรอสตาแกรนดิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ


 
ยังมีฤทธิ์แก้ปวด แก้แพ้ มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านการลดลงของเม็ดเลือดขาว ยับยั้งการอ่อนเปลี้ย กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของโลหิต เป็นต้น



และฤทธิ์ที่โดดเด่นจนกล่าวได้ว่า “อบเชยคือเครื่องเทศของคนรุ่นใหม่ ใช้ต้านภัยเบาหวาน” คือการค้นพบสรรพคุณของอบเชยโดยบังเอิญว่าช่วยการลดน้ำตาลในเลือดได้ รายงานการศึกษาชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ ในวาสาร New Scientist ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2543 หลังจากนั้นก็มีรายงานการศึกษาประโยชน์ของอบเชยต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่า

ในอบเชยมีสาร methylhydroxy chalcone polymer (MHCP) ที่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้มากขึ้น จึงช่วยทำให้อินซูลินทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น รวมทั้งตัวมันเองนั้นยังมีฤทธิ์เหมือนอินซูลิน

ข้อแนะนำสำหรับผู้เป็นเบาหวานให้รับประทานผงอบเชยจีนประมาณ 1 ช้อนชาต่อวัน แบ่งเป็นเช้าครึ่งช้อนชา เย็นครึ่งช้อนชา โดยผสมกับเครื่องดื่มประเภทไหนตามใจชอบ เช่น นม ช็อกโกแลต ชา กาแฟ โยเกิร์ต หรือบรรจุลงในแคปซูลรับประทานก็ได้ แต่ควรรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 20 วัน

ในการศึกษายังบอกว่า อบเชยออกฤทธิ์ได้แม้เพียงเอาชิ้นเปลือกอบเชยแช่ในถ้วยชาร้อนๆ เนื่องจากสารออกฤทธิ์ของอบเชยละลายน้ำได้ และการรับประทานอบเชยในปริมาณที่สูงกับน้อยความสามารถในการลดน้ำตาลในเลือดไม่แตกต่างกัน

พูดกันตามภาษาวิชาการ คือรับประทาน 1 กรัมต่อวัน ผลไม่ต่างกับ 6 กรัมต่อวัน (ยังไม่มีการศึกษาว่าต่ำกว่า 1 กรัมต่อวันมีฤทธิ์หรือไม่)
นอกจากนี้ อบเชยจีนยังช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ลด LDL lipoprotein, ลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมได้ด้วย และยังมีฤทธิ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้น ปัจจุบันแพทย์แนวธรรมชาติมักแนะนำให้รับประทานอบเชย เพื่อป้องกันโรคเบาหวานและลดระดับน้ำตาลในเลือด

สำหรับคนปกติก็สามารถใช้อบเชยเป็นอาหารสุขภาพได้ เนื่องจากอบเชยช่วยให้ร่างกายมีพลัง เพิ่มความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา จึงมีชาวตะวันตกเรียกอบเชยว่า “energizing spice” ซึ่งคนตะวันออกอย่างเรารู้จักกันมานานแล้ว

เพราะคนไทยนำอบเชยมาผสมในอาหารเพื่อเพิ่มพลัง หรือผสมในยาหอมสุดยอดยาไทยเช่นกัน

“อบเชย” ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Cinnamomum cassia (L) Presl, Cinnamomum aromaticum Nees
วงศ์ Lauraceae ชื่อสามัญ Chinese Cinnamon

สินค้าเกี่ยวข้อง

กระชายเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของกระชาย คือ Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. วงศ์ขิง Zingiberaceae ชื่อท้องถิ่นมีมากมาย ได้แก่ กะแอน ละแอน (ภาคเหนือ) ขิงทราย (มหาสารคาม) ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ) จี๊ปู ซีฟู (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) เป๊าะซอเร้าะ, เป๊าะสี่ (กะเหรี่ยง - แม่ฮ่องสอน)

฿ 90 ฿ 90
฿ 55 ฿ 55 -39%
สมาชิก ฿ 55 ฿ 55 -39%

กระชายดํา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Kaempferia parviflora Wallich. ex Baker. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ K. rubromarginata (S.Q. Tong) R.J. Searle และ Stahlianthus rubromarginatus S.Q. Tongl.) จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)[1]

฿ 120 ฿ 120
฿ 90 ฿ 90 -25%
สมาชิก ฿ 90 ฿ 90 -25%

กล้วยน้ำว้า ถึงจะเป็นผลไม้ ที่ไม่น่าจะให้พลังงานได้เยอะ แต่เชื่อหรือไม่ว่า กล้วยเป็นแหล่งพลังงานสำรองชั้นดี ในกล้วย 1 ผล สามารถให้พลังงานได้ร่วม 100 แคลอรี่ มีน้ำตาลธรรมชาติอยู่ 3 ชนิด ทั้ง ซูโครส ฟรุคโทส และกลูโครส รวมไปถึงเส้นใยและกากอาหาร และอุดมด้วย วิตามินบี 6 ที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทาน แถมแร่ธาตุอย่างแมกนีเซียมและโพแทสเซียม ที่ช่วยป้องกันโรคความดันอีก ในบรรดากล้วยทั้งหมด กล้วยน้ำว้าให้แคลเวียมสูงสุด นอกจากนั้นก็ยังมีวิตามินบี 1 บี 2 ซี และไนอะซิน (บี 6) ในปริมาณที่เท่า ๆ กัน แต่ที่ทำให้กล้วยน้ำว้า มีคุณค่าสารอาหารที่พิเศษกว่ากล้วยชนิดอื่น นั่นก็คือ โปรตีนที่อยู่ในกล้วยน้ำว้า มีกรดอะมิโน อาร์จินิน และฮีสติดิน ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก ถึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่ถึงให้เรากินกล้วยบด เพราะอุดมด้วยสารอาหาร และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายเรานั่นเอง

฿ 55 ฿ 55
฿ 45 ฿ 45 -18%
สมาชิก ฿ 45 ฿ 45 -18%
Best Seller

ผงใบมะรุมเป็นแหล่งสารอาหารที่ดีเยี่ยมและสามารถเป็นอาหารเสริมอย่างง่ายสำหรับคนแอฟริกา มะรุมอุดมไปด้วยวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอีและ ธาตุอาหารสำคัญรวมทั้งซีลีเนียม และยังมีค่า RDA ของสารอาหารที่เกือบจะครบถ้วน (RDA ก็คือ ปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน. ย่อมาจาก Recommended Dietary Allowance)

฿ 60 ฿ 60
฿ 55 ฿ 55 -8%
สมาชิก ฿ 55 ฿ 55 -8%
สินค้าที่เคยเข้าชม
ยังไม่เคยเข้าชมสินค้า
Powered by MakeWebEasy.com