ลูกยอ ผง 100กรัม

ผลยอยังมีคุณสมบัติในการบำบัดรักษาโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งสารสำคัญที่มีผลในการบำบัดอาการนี้คือ สโคโปเลติน (Scopoletin) โดยเป็นสารอาหารจากพืชอย่างหนึ่ง ที่พบในลูกยอ สารตัวนี้จะมีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดที่หดตัว ผลคือ ทำให้ระดับของความดันโลหิตลดลงจนเป็นปกติ ซึ่งจะมีผลในการชลอการเสื่อมของหัวใจด้วย กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว และการสร้าง ภูมิคุ้มกัน เพิ่มภูมิต้านทานโรคให้ดี ขึ้นเพื่อต่อต้านเชื้อโรค,

หมวดหมู่ : 100กรัม

Share

รายละเอียดสินค้า

ที่มา: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=poivang&month=23-06-2008&group=10&gblog=6

จากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า ผลยอสามารถเสริมสร้างระบบภูมิต้านทาน โดยควบคุมการทำงาานของเซลล์ต่างๆ และการงอกใหม่ของเซลล์ที่ถูกทำลาย ดังนั้นผลยอจึงมีค่าอันประมาณไม่ได้ในการเป็นสมุนไพรที่ช่วยเยียวยา ด้วยสรรพคุณต่างๆ และนอกจากนี้ผลยอสามารถรับประทานร่วมกับยาอื่นๆ ได้โดยเกือบจะไม่มีปฏิกิริยาทางลบเลย ผลข้างเคียงของผลยอมีน้อยมาก โดยมีน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ อาการท้องอืด ถ่ายเหลว อาการแพ้หรือมีผื่นเล็กน้อย และอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อลดปริมาณการรับประทานลง

ผลยอยังมีคุณสมบัติในการบำบัดรักษาโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งสารสำคัญที่มีผลในการบำบัดอาการนี้คือ สโคโปเลติน (Scopoletin) โดยเป็นสารอาหารจากพืชอย่างหนึ่ง ที่พบในลูกยอ สารตัวนี้จะมีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดที่หดตัว ผลคือ ทำให้ระดับของความดันโลหิตลดลงจนเป็นปกติ ซึ่งจะมีผลในการชลอการเสื่อมของหัวใจด้วย กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว และการสร้าง ภูมิคุ้มกัน เพิ่มภูมิต้านทานโรคให้ดี ขึ้นเพื่อต่อต้านเชื้อโรค, 

-ต้านมะเร็ง ป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา 
-ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา ยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปกติไม่ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง 
-ต่อต้านเซลล์มะเร็ง และเสริมภูมิต้านทานโรคโดยการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวเพื่อต่อต้านเซลล์มะเร็งและเชื้อโรคต่าง ๆ
- ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง 
- ยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง 
- เพิ่มคุณภาพชีวิตและช่วยให้ผู้เป็น มะเร็งมีอายุยืนยาวขึ้น 
- ช่วยให้เซลล์ขับถ่ายสารพิษต่าง ๆ ออกไปนอกร่างกาย 
-ชะลอความเสื่อมของเซลล์, ชะลอความแก่ ป้องกันการตีบตันของหลอดเลือดแดง, ลดการเกิดโรคหัวใจ, อัมพฤกษ์อัมพาต 
- ช่วยจับ โคเลสเตอรอล (Cholesteral), น้ำตาลในเลือด 
- ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล (Cholesteral) และระดับน้ำตาลในเลือด 

จากการวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ลูกยอสามารถช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน และป้องกันมะเร็งได้ โดยในลูกยอจะมีสารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคในร่างกาย และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลาม แต่ไม่ได้รักษามะเร็ง 

ยอเป็นผลไม้ที่มีโปรเซอโอนีนประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก ร่างกายที่ต้องการเซอโอนีนจำนวนมาก เนื่องจากภาวะเครียดหนักๆ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ก่อนเป็นมะเร็ง ปัญหาสุขภาพ (ทั้งทางกายและทางใจ) การติดเชื้อรา การได้รับสารพิษ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ระบบร่างกายเกิดความต้องการเซอโอนีนมากขึ้น เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ ความต้องการเซอโอนีนจะมีมาก แต่ตับซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารโปรเซอโอนีน จะผลิตสารนี้ได้ไม่พอกับความต้องการของร่างกายที่ไม่ปกติ ดังนั้นผลยอจึงมีประโยชน์อย่างมาก เพราะยอเป็นผลไม้ที่มีโปรเซอโอนีนประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก 

นอกจากนั้นยังมีการศึกษาพบอีกว่า ยอทำให้การทำงานของต่อมชนิดหนึ่งในสมองดีขึ้น ต่อมนี้จะทำหน้าที่ผลิตสารชื่อ Serotonin สารนี้จะเป็นตัวผลิตฮอร์โมน Melatonin ซึ่งสารนี้จะช่วยให้การนอนหลับเป็นปกติ ช่วยให้อุณหภูมิ อารมณ์ มีความสมดุล รวมทั้งยังเชื่อว่า ยอทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่

คุณค่าของน้ำลูกยอ 

หากดื่มน้ำลูกยอคั้นสดเป็นประจำ จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์และสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดแทน รักษาโรคภูมิแพ้ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยให้นอนหลับเป็นปกติ มีฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็งและระงับการเติบโตของเซลล์มะเร็งเนื้องอก 

ผลข้างเคียงจากการดื่มน้ำลูกยอคั้นสด พบน้อยมาก บางคนอาจเกิดอาการท้องอืด หรือระบายท้องในครั้งแรกซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปได้โดยลดขนาดการรับประทานลง แต่ข้อควรระวังคือน้ำลูกยอนั้นมีธาตุโปแตสเซียมสูงมากเช่นเดียวกับน้ำมะเขือเทศ ผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง จึงไม่ควรรับประทาน เพราะอาจเกิดอันตรายได้ 

บริโภคนํ้าลูกยอที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ระวังอันตรายจากสารปนเปื้อน 

ในจำนวนกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ยังพบเมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งห้ามบริโภคปริมาณเกินข้อกำหนดขององค์การอาหารผลิตภัณฑ์อีกบางส่วนยังพบการปนเปื้อนของเชื้อรา ซึ่งการปนเปื้อนทางเคมี และชีวภาพ จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อผู้บริโภคที่บริโภคเป็นระยะเวลายาวนานอย่างต่อเนื่อง อาจจะสะสมและเกิดเป็นสารอัลดีไฮน์ในร่างกายโดยเฉพาะที่ตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่สลายเมทานอลปนเปื้อนดังกล่าว เสี่ยงต่อการเป็นโรคอื่นๆ ตามมาในระยะยาว เช่น มะเร็งตับ เป็นต้น 

วิธีทำลูกยอรับประทานเอง

การทำน้ำลูกยอ (น้ำโนนิ)
นำลูกยอสุกห่ามๆ (สีเขียวออกเหลืองหรือขาวนวลเล็กน้อย) มาล้างน้ำให้สะอาด แคะเอาเม็ดออก ปั่นแล้วคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำผลไม้เข้มข้นชนิดอื่น เช่นน้ำสับปะรดหรือน้ำมะเขือเทศ เพื่อลดกลิ่นของลูกยอและเพิ่มรสชาติดีขึ้นแต่ถ้าต้องการรสหวานเล็กน้อยให้นำน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นพอประมาณแล้วนำไปผสมกับน้ำลูกยอที่คั้นได้ตามต้องการ 

ปัจจุบันนิยมนำลูกยอมาปั่นเป็นน้ำลูกยอคั้นสด เพราะเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุด อีกทั้งสารสำคัญในลูกยอยังมีความคงตัวอยู่เช่นเดียวกับวิธีอื่นๆ แต่ปัญหาจะอยู่ที่รสฝาดและกลิ่นฉุน รสชาติมันเฝื่อนๆ ขมนิดๆ อาจดื่มได้ลำบาก การนำน้ำลูกยอที่คั้นได้ผสมกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น น้ำองุ่น น้ำบลูเบอรี่ น้ำสับปะรด น้ำฝรั่ง โดยใช้น้ำลูกยอ 9 ส่วน น้ำผลไม้อื่นๆ 1 ส่วนจะช่วยให้กลิ่นและรสชาติของน้ำลูกยอดีขึ้น 

ตำลูกยอ

คนอีสานนำลูกยอนำมาทำเป็นอาหารในช่วงหน้าร้อน เพื่อบำรุงธาตุ ทำให้แก้อ่อนเพลีย ขับลม ขับโลหิต นอกจากนี้ยังแก้อาเจียนได้ ลูกยอมีธาตแคลเซียม วิตามินเอ วิตามินซี และสารอาหารอื่นๆ 

คนอีสานนิยมรับประทานลูกยอด้วยการตำ ตำลูกยอมีบริโภคก็เฉพาะตอนมันแก่เต็มที่เท่านั้น ช่วงลูกอ่อนหรือสุกจะนำมาตำไม่ได้ ลูกยอสุกนิยมเอาไปทำน้ำลูกยอ 

วิธีทำตำลูกยอ

นำลูกยอมาล้างให้สะอาด โดยเลือกเอาลูกห่ามๆ จึงจะอร่อย ล้างน้ำแล้วนำมาสับให้ละเอียด อย่างเช่น สับมะละกอ แต่ไม่ต้องปอกเปลือก ส่วนของเมล็ดเกาะติดกันแข็งมาก ไม่นิยมเอาส่วนเมล็ดมาตำปน บางคนบอกถ้าไม่ใส่เมล็ดลูกยอลงไปด้วยไม่แซบไม่มัน แล้วตำพริกแห้งให้แหลก เอาลูกยอลงตำรวมกัน ใส่ปลาร้า น้ำตาล น้ำปลา มะขามเปียก ใส่ลงไปตำรวมกัน ปรุงรสตามใจชอบ

หากต้องการทำเก็บไว้ใช้นานๆ ให้นำลูกยอดิบแก่ ฝานเป็นแว่นบางๆ ตากแดดให้แห้งบดเป็นผงละเอียดละลายน้ำร้อนหรือปั่นผสมน้ำผึ้งรับประทานโดยใช้ครั้งละ 1 - 2 ช้อนชา หรือ 1 - 2 เม็ดหลังอาหาร

หากรับประทานลูกยอเข้าไปมากๆ ตั้งแต่ 3 ลูกขึ้นไป จะทำให้เกิดการอยากถ่ายเป็นยาระบายได้

ห้ามกินสำหรับคนที่เป็นโรคไต

น้ำลูกยอมีธาตุโปแตสเซียมสูงมากประมาณ 56 meq/L พอๆกับน้ำส้ม และน้ำมะเขือเทศ และมีรายงานว่าผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังทานน้ำลูกยอแล้วมีโปตัสเซียมสูงมากจนเป็นอันตราย จึงไม่ควรทานในผู้ป่วยโรคไต

สินค้าเกี่ยวข้อง

กระชายเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของกระชาย คือ Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. วงศ์ขิง Zingiberaceae ชื่อท้องถิ่นมีมากมาย ได้แก่ กะแอน ละแอน (ภาคเหนือ) ขิงทราย (มหาสารคาม) ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ) จี๊ปู ซีฟู (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) เป๊าะซอเร้าะ, เป๊าะสี่ (กะเหรี่ยง - แม่ฮ่องสอน)

฿ 90 ฿ 90
฿ 55 ฿ 55 -39%
สมาชิก ฿ 55 ฿ 55 -39%

กระชายดํา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Kaempferia parviflora Wallich. ex Baker. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ K. rubromarginata (S.Q. Tong) R.J. Searle และ Stahlianthus rubromarginatus S.Q. Tongl.) จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)[1]

฿ 120 ฿ 120
฿ 90 ฿ 90 -25%
สมาชิก ฿ 90 ฿ 90 -25%
Best Seller

ผงใบมะรุมเป็นแหล่งสารอาหารที่ดีเยี่ยมและสามารถเป็นอาหารเสริมอย่างง่ายสำหรับคนแอฟริกา มะรุมอุดมไปด้วยวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอีและ ธาตุอาหารสำคัญรวมทั้งซีลีเนียม และยังมีค่า RDA ของสารอาหารที่เกือบจะครบถ้วน (RDA ก็คือ ปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน. ย่อมาจาก Recommended Dietary Allowance)

฿ 60 ฿ 60
฿ 55 ฿ 55 -8%
สมาชิก ฿ 55 ฿ 55 -8%

กล้วยน้ำว้า ถึงจะเป็นผลไม้ ที่ไม่น่าจะให้พลังงานได้เยอะ แต่เชื่อหรือไม่ว่า กล้วยเป็นแหล่งพลังงานสำรองชั้นดี ในกล้วย 1 ผล สามารถให้พลังงานได้ร่วม 100 แคลอรี่ มีน้ำตาลธรรมชาติอยู่ 3 ชนิด ทั้ง ซูโครส ฟรุคโทส และกลูโครส รวมไปถึงเส้นใยและกากอาหาร และอุดมด้วย วิตามินบี 6 ที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทาน แถมแร่ธาตุอย่างแมกนีเซียมและโพแทสเซียม ที่ช่วยป้องกันโรคความดันอีก ในบรรดากล้วยทั้งหมด กล้วยน้ำว้าให้แคลเวียมสูงสุด นอกจากนั้นก็ยังมีวิตามินบี 1 บี 2 ซี และไนอะซิน (บี 6) ในปริมาณที่เท่า ๆ กัน แต่ที่ทำให้กล้วยน้ำว้า มีคุณค่าสารอาหารที่พิเศษกว่ากล้วยชนิดอื่น นั่นก็คือ โปรตีนที่อยู่ในกล้วยน้ำว้า มีกรดอะมิโน อาร์จินิน และฮีสติดิน ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก ถึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่ถึงให้เรากินกล้วยบด เพราะอุดมด้วยสารอาหาร และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายเรานั่นเอง

฿ 55 ฿ 55
฿ 45 ฿ 45 -18%
สมาชิก ฿ 45 ฿ 45 -18%
สินค้าที่เคยเข้าชม
ยังไม่เคยเข้าชมสินค้า
Powered by MakeWebEasy.com