เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย ตอนที่1 รหัสสินค้า: 000019 รายละเอียด: โดย นางวรรณลดา สุนันทพงศ์ศักดิ์
ผู้เชี่ยวชาญด้านบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ
อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อการดำรงชีพของมนุษย์ การเพิ่มจำนวนประชากรของโลกอย่างรวดเร็วมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการทำการเกษตรกรรมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเกษตรกรรมแบบใหม่หรือเกษตรกรรมเคมีนั้นมุ่งประเด็นทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก เพื่อการส่งออก โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก การเกษตรกรรมแบบแผนใหม่นั้นเริ่มต้นจากความต้องการปริมาณพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นซึ่งได้มาจากการทำลายพื้นที่ป่าไม้อันเป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญของต้นน้ำลำธาร ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสิ่งมีชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล การทำลายพื้นที่ป่าไม้เพื่อการเพาะปลูกพืชหรือการทำไร่เลื่อนลอยนั้นเป็นการใช้พื้นที่เพื่อการเพาะปลูกพืชชนิดเดียวหรือพืชเชิงเดี่ยวเป็นจำนวนหลายแสนไร่ซึ่งเป็นการผิดธรรมชาติพร้อมกับมีการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้แก่ การใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินในการที่จะเร่งอัตราการเจริญเติบและผลผลิตของพืชซึ่งผลิตเป็นจำนวนมาก การใช้สารเคมีควบคุมและกำจัดวัชพืช การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรค แมลง และศัตรูพืช ในหลายประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วมีการใช้สารเคมีในพื้นที่การเกษตรในปริมาณสูงมาก ก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนในดิน น้ำ และอากาศเป็นส่วนใหญ่ และนอกจากนี้ส่วนที่เหลืออีก 25 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในรูปของสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร จากการรายงานของกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ปี 2538 พบว่าเกษตรกรที่เขัารับการตรวจเลือดอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากการได้รับสารเคมีเข้าสู่กระแสเลือดเป็นจำนวน 18 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2540 กองระบาดวิทยารายงานพบว่า มีผู้ป่วยจากการได้รับพิษสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชจำนวน 2,844 คน และเสียชีวิต 29 คน โดยจังหวัดซึ่งมีพื้นที่ที่มีสถิติผู้ป่วยจากการได้รับสารพิษดังกล่าวสูงสุด 10 อันดับแรกได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร นครปฐม นครราชสีมา สุพรรณบุรี เลย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเชียงใหม่ ส่วนผลของสารเคมีที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศของสภาพแวดล้อมนั้น พบว่ามีสารพิษตกค้างในดินและน้ำ 100 และ 98 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ 27/03/2547 (update 14/05/2008) |